ประวัติกีฬายิงปืนสั้นอัดลม

เสน่ห์ของการยิงปืน คือ การต้องต่อสู้กับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะจิตใจของตัวเราเอง โดยจะต้องไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือกังวลกับสิ่งที่รอเราอยู่ในอนาคต จิตและสมาธิของเราจะต้องอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น ซึ่งก็คือการยิงนัดต่อไป

การจะทำเช่นนั้นได้ นักกีฬายิงปืนจะต้องต่อสู้กับการฝึกฝนที่น่าเบื่อหน่ายและซ้ำๆซากๆ ที่อาจจะใช้เวลานานหลายวันหรือหลายเดือน การฝึกฝนเหล่านี้จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ เพื่อที่จะเอาชนะจิตใจของเราให้ได้และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะสามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสุดท้ายที่เราคาดหวังและไม่สามารถที่จะบรรยายความรู้สึกในขณะนั้นออกมาเป็นตัวอักษรได้ “นี่คือกีฬายิงปืน” (Claudia Kulia, ผู้ฝึกสอนด้านจิตของทีมชาติออสเตรเลีย)

ยิงปืน
กีฬายิงปืนเป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งจะมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ ปืน เป้า และกระสุน โดยใช้กระสุนจะถูกขับดันจากลำกล้องปืนเข้าสู่เป้า โดยขนาดของเป้าจะมีขนาดตั้ง 11-100 ม.ม. และผู้ยิงจะอยู่ห่างจากเป้าตั้งแต่ 10-50 เมตร ขึ้นอยู่กับประเภทการแข่งขัน

กีฬายิงปืนสามารถเล่นได้ทุกวัย ตั้งแต่เยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป เป็นกีฬาครองครัวซึ่งมีทั้งประเภทชายและหญิง ขณะเดียวกันหลายๆการแข่งขันก็จะไม่มีการแบ่งเพศ

กีฬายิงปืนไม่ใช่กีฬาที่ต้องการนักกีฬาที่มีความแข็งแกร่งเหมือนกีฬาอื่นๆ องค์ประกอบที่สำคัญของกีฬาชนิดนี้คือ การตั้งสมาธิในการควบคุมจิตใจ ส่วนความแข็งแกร่งของร่างกายหรือความสูงไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับกีฬาประเภทนี้

การแข่งขันยิงปืนแยกออกเป็นประเภทชายและหญิง โดย

ประเภทชายจะมีการแข่งขัน 8 ประเภทคือ

-ปืนสั้นอัดลม

– ปืนสั้นยิงช้า

– ปืนสั้นยิงเร็ว

– ปืนสั้นชนวนกลาง

– ปืนสั้นมาตรฐาน

– ปืนยาวท่านอน

– ปืนยาว 3 ท่า

– ปืนยาวอัดลม

ประเภทหญิงนั้นจะมีการแข่งขันทั้งหมด 5 ประเภทคือ

– ปืนสั้นอัดลม

– ปืนสั้นสตรี

– ปืนยาวท่านอน

– ปืนยาวอัดลม

– ปืนยาวมาตรฐานสตรี

 

การพัฒนาการของปืนสั้นอัดลม
ปืนสั้นอัดลมรุ่นแรกๆ จะอัดลมโดยใช้กำลังคน ต่อมาได้มีการใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการพัฒนาของบริษัท Feinwerkbau จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเสียของการใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คือจะมีการสะท้อนกลับเนื่องจากแรงอัด หลังจากนั้นจึงได้มีการพัฒนามาใช้อากาศ โดยการพัฒนาของบริษัท Steyr การใช้อากาศจะไม่มีการสะท้อนกลับ และบางรุ่นก็ได้พัฒนาจนสามารถใช้ได้ทั้งอากาศและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบอกเดียวกัน

การแข่งขัน
ปืนสั้นอัดลม ได้ถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี ค.ศ.1988 โดยแยกประเภทชายและหญิงออกจากกัน กระสุนที่ใช้จะมีขนาด .177ม.ม. เป็นกระสุนตะกั่ว โดยมีระยะยิงเท่ากับ 10 เมตร ขนาดของเป้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 15ม.ม. และวงคะแนน 10 วง ตั้งแต่ 1-10 คะแนน

ปืนระดับโลก เช่นของบริษัท Feinwerkbau , Wather , Steyr และ Morini จะใช้อัดด้วยอากาศหรือแก๊ส โดยแรงต้านไกจะมีน้ำหนักอย่างต่ำ 500 กรัม และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับความกว้างของด้านปืนและความยาวของลำกล้อง

การแข่งขันสำหรับประเภทชายจะมีการใช้กระสุนทั้งหมด 60 นัดโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ในขณะที่ประเภทหญิงนั้นจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที สำหรับการใช้กระสุน 40 นัด คะแนนเต็มของประเภทชายจะเท่ากับ 600 คะแนน ส่วนหญิงจะมีคะแนนเต็ม 400 คะแนน ในการแข่งขันระดับมาตรฐานนั้นจะมีการแข่งขัน 2 รอบ โดยรอบแรกจะคัดผู้ที่ได้ลำดับที่ 1-8 เข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งในรอบนี้จะมีการยิง 10 นัดใช้เวลา 75 วินาทีต่อกระสุนแต่ละนัดการยิงในรอบนี้จะมีคะแนนเต็ม109 คะแนน ดังนั้นคะแนนเต็มทั้งหมดในการแข่งขันประเภทชายจะเท่ากับ 709 คะแนน และประเภทหญิงจะเท่ากับ 509 คะแนน

ประวัติการแข่งขันยิงปืนสั้นอัดลม

ค.ศ.1896 เริ่มมีการแข่งขันยิงปืนในกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

ค.ศ.1897 เริ่มมีการแข่งขันชิงแชมป์โลกขึ้นครั้งแรกที่เมืองลีออง ประเทศฝรั่งเศส

ค.ศ.1948 การแข่งขันประเภททีมได้ถูกตัดออก โดยสถาบัน U.I.T. (Union International Tiro)

ค.ศ.1958 การแข่งขันชิงแชมป์โลกหญิงได้ถูกจัดขึ้น

ค.ศ.1976 มาร์กาเรต เมอร์ด็อก เป็นสตรีคนแรกที่คว้าเหรียญเงินในการแข่งขันยิงปืน 3 ท่าในโอลิมปิคเกมส์ ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศคานาดา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการแยกประเภทชายและหญิงออกจากกัน

ค.ศ.1984 การแข่งขันที่เมืองลอสแองเจลีส อเมริกา ได้มีการแยกประเภทการแข่งขันออกเป็นชายและหญิงโดยประเภทสตรีจะมีการแข่งขัน 3 ชนิด คือปืนยาวอัดลม ปืนยาว 3 ท่าและปืนสั้น สตรี 3 คนแรกที่ได้เหรียญทองในโอลิมปิคเกมส์คือ Pat Spurgin (ปืนยาว 3 ท่า) Ruby Fox (ปืนสั้น) และ Wanda Jewell (ปืนยาวอัดลม) นักกีฬายิงปืนทั้งหมดเป็นชาวอเมริกา

ค.ศ.1988 ได้มีการแข่งขันสั้นอัดลมเป็นครั้งแรกและมีการแยกประเภทเป็นชายและหญิง

 

ข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับอาวุธปืน (ทุกชนิด)

1. ให้ระลึกไว้เสมอว่าปืนทุกกระบอกมีลูกกระสุนแม้จะรู้ว่าปืนกระบอกนั้นไม่ได้บรรจุลูกกระสุนก็ตาม และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการหลงลืม

2. ไม่จับต้องอาวุธปืนที่ไม่รู้กลไกการทำงานของมันเป็นอย่างดีโดยเด็ดขาด

3. เมื่อจับอาวุธปืนปากกระบอกของมันจะต้องชี้ขึ้นฟ้าหรือชี้ไปในทิศทางที่ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอยู่

4. เมื่อไม่พร้อมที่จะยิงนิ้วที่จะทำการเหนี่ยวไกปืนจะต้องอยู่ที่โกร่งไกปืนเสมอ เพื่อป้องกันกรณีปืนลั่น

5. ควรหมั่นทำความสะอาดและดูแลรักษาทุกส่วนของตัวปืน ให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ

6. เมื่อทำการส่งอาวุธปืนให้ผู้อื่น ไม่ควรให้ส่วนได้ส่วนหนึ่งของผู้ให้และผู้รับอยู่ใกล้ไกปืน

7. ควรเก็บปืนและลูกกระสุนให้แยกกันอยู่คนละที่ และเป็นที่ๆมิดชิดและห่างจากเด็กๆ

8. พึ่งระลึกไว้เสมอว่าหากเกิดข้อผิดพลาดในการใช้อาวุธปืนไม่ว่าประเภทใดก็ตามสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ต่อผู้ใช้และผู้ที่อยู่รอบข้างได้ ดังนั้นควรใช้อาวุธปืนด้วยความไม่ประมาทและมีสติ

การดูแลรักษาปืน

การดูแลรักษาปืนจะแบ่งเป็นช่วงต่างๆ ดังนี้

1. การดูแลรักษาปืนระหว่างการใช้งาน

1.1 ต้องระมัดระวังมิให้ตัวปืนและศูนย์ปืนกระทบถูกสิ่งของที่แข็งแรง เช่น รอก โต๊ะ เสา พื้น ฯลฯ เพราะจะทำให้ปืนคด ศูนย์เคลื่อน หรือกลไกภายในขัดข้อง ซึ่งจะทำให้กลุ่มกระสุนที่ตกเปลี่ยนไป จนถึงเป็นเหตุให้ปืนขัดข้องไม่สามารถใช้ยิงได้

1.2 การอัดลมหรือเปิดช่องบรรจุกระสุน ระวังอย่าให้มีการกระทบกระเทือนต่อศูนย์หน้า และศูนย์หลัง เช่น การใช้มือหรือนิ้วหัวแม่มือเกี่ยวศูนย์หลัง การกดศูนย์หน้าลงกับโต๊ะ ซึ่งจะทำให้ศูนย์เคลื่อน และกลุ่มกระสุน จะเปลี่ยนตำแหน่งไป

1.3 ไม่นำกระสุนที่มิใช้ชนิดและขนาดที่กำหนดให้ใช้กับปืนมาใช้เนื่องจากจะทำให้ภายในลำกล้องปืนเสียหายได้

1.4 ก่อนการยิงต้องตรวจดูว่าลำกล้องปืนสะอาดไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่

2. การดูแลรักษาปืนอัดลมหลังการใช้งาน

2.1 ถอดศูนย์หลังออก (สำหรับปืนยาวบางกระบอก)

2.2 เช็ดด้วยผ้าสะอาดจนหมดลายนิ้วมือ

2.3ใช้ผ้าชุบน้ำมันเช็ดปืน (ขวดสีขาว) เช็ดส่วนที่รมดำเป็นมันหรือโลหะสีขาว ระวังอย่าให้ถูกส่วนที่เป็นไม้ หรือส่วนที่ทาสีดำ (มิได้รมดำ ไม่เป็นมันเงา)

2.4 สำหรับปืนเก่าที่เริ่มขึ้นสนิมให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำมันเช็ดปืนหลายๆครั้งจนไม่มีสีสนิมออกมาสัปดาห์ละครั้ง

2.5 เก็บใส่กระเป๋าทันที่ทำความสะอาดเสร็จ

2.6 สำหรับปืนเก่าควรถอดดูนอตทุกตัวเป็นประจำทุกเดือน

3. การดูแลรักษาปืนดินขับ (ยาวท่านอน, ยาวชาวบ้าน)

3.1 ถอดศูนย์หลังออก เช็ดด้วยผ้าสะอาด แล้วเอาผ้าห่อไว้ (สำหรับปืนยาวท่านอน)

3.2 เช็ดภายในลำกล้องปืนด้วยน้ำยาล้างเขม่า (ขวดสีเหลือง) โดยมีขั้นตอนดังนี้

3.2.1 ร้อยผ้าขาวบางเล็กๆ 2 ชิ้น เข้ากับเส้นเอ็นที่ผูกปลายข้างหนึ่งไว้

3.2.2 ร้อยเส้นเอ็นเข้ากับลำกล้องปืนโดยร้อยจากด้านหลังไปด้านหน้า โดยเหลือด้านหลัง (ปลายที่มีผ้า) ไว้ยาวประมาณ 10-15 ซ.ม.

3.2.3 ฉีดน้ำยาล้างเขม่าใส่ผ้าขาวบาง ระวังอย่าให้ถูกตัวปืน เพราะจะกัดสีและที่รมดำไว้

3.2.4 ดึงผ้าผ่านลำกล้องปืนอย่างแรงและเร็ว

3.2.5 เปลี่ยนผ้าใหม่แล้วทำซ้ำจนกระทั่งผ้าที่ออกมาสะอาด

3.3 เคลือบภายในลำกล้องปืนด้วยน้ำยาเคลือบลำกล้องปืน (ขวดสีดำ) ด้วยวิธีเดียวกับน้ำยาล้างเขม่า (ในกรณี ที่ไม่ใช้ปืนต่อเป็นเวลานาน และต้องเช็ดน้ำยาล้างเขม่าปืนด้วยผ้าสะอาดก่อน)

3.4 เช็ดลูกเลื่อนด้วยน้ำยาล้างเขม่า

3.5 เคลือบลูกเลื่อนด้วยน้ำยาเคลือบลำกล้องในกรณีที่ไม่ใช้งานเป็นเวลานาน

3.6 ห่อลูกเลื่อนด้วยผ้าสะอาด แล้วเก็บลงกล่อง

3.7 เช็ดภายนอกลำกล้องด้วยวิธีการเดียวกับปืนสั้นอัดลม

3.8 เก็บปืนใส่กระเป๋าทันทีที่ทำความสะอาดเสร็จ

4. การทำความสะอาดประจำปี (เฉพาะผู้ชำนาญ)

4.1 ถอดลำกล้องและชุดลั่นไกออกจาก สต็อก (พานท้าย+รางปืน)

4.2 เช็ดทำความสะอาดลำกล้องปืนด้านนอกทั้งหมด

4.3 หยอดน้ำมันบริเวณชุดลั่นไก

4.4 ประกอบปืนกลับ และเก็บใส่กระเป๋า