ประวัติกีฬายิงปืน

แทงบอล ibc กีฬายิงปืนเป็นกีฬาที่ประชาชนคนไทยให้ความนิยมและสนใจเมื่อไม่นานนี้เองsbo ความจริงแล้วคนไทยรู้จักการใช้อาวุธปืนมาช้านานแล้ว โปรโมชั่น ibcbet และมีการแข่งขันกันแต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก เว็บ sbobet ต่อมาบรรดานักยิงปืนทั้งหลายได้เล็งเห็นว่าควรจะได้มีการแข่งขันยิงปืนตามแบบและกติกาและกติกาสากลนิยม

 

ประวัติกีฬายิงปืน sbobet

กีฬายิงปืน

ยิงปืน : ประวัติกีฬายิงปืน

กีฬายิงปืน (Shooting) ibcbetเป็นกีฬาที่แข่งกันที่ความแม่นยำ ปิแอร์ เดอ กูแบร์แตง (Pierre De Coubertin) ผู้ฟื้นฟูโอลิมปิกสมัยใหม่นั้น sbo เขาก็เคยเป็นแชมป์ยิงปืนสั้นของประเทศฝรั่งเศสมาหลายปีก่อนแล้ว เขาได้ร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ในปี 1896 ด้วย ในตอนนั้นมีการแข่งขันเพียง 3 รายการเท่านั้น จากนั้นกีฬายิงปืนก็ได้รับการบรรจุในโอลิมปิกมาโดยตลอด ขาดอยู่เพียง 2 ครั้ง คือ ปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา และ ปี 1928 ที่ อัมสเตอร์ดัม ibc128 ประเทศเนเธอร์แลนด์ รายการประเภททีมซึ่งมีทั้งปืนสั้นและปืนยาวค่อยๆถูกตัดออกไปจนหมดไปอย่าง สิ้นเชิงในปี 1948

การยิงปืนเป้าบินรายการสกีท (Skeet) ที่มีขึ้นในช่วงระหว่างปี 1910 ถึง 1915 ในฐานะกีฬาซ้อมมือสำหรับนักยิงปืนนั้นได้รับการบรรจุในโอลิมปิกปี 1968 ที่เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก

ในสมัยก่อนมีการแข่งขันแบบไม่จำกัดเพศด้วย เรียกว่ารายการโอเพ่น เป็นรายการที่ทั้งหญิงและชายแข่งขันกันด้วยความเสมอภาค ชิงเหรียญเดียวกัน และตลอดมาก็เป็นนักกีฬายิงปืนชายที่คว้าชัยชนะไปครอง จนถึงปี 1976 นักยิงปืนหญิงจึงสามารถเอาชนะได้เหรียญทองเป็นครั้งแรก ซึ่งเกือบทุกรายการแข่งขันเดี๋ยวนี้ทำการแข่งขันในร่มกันทั้งหมด ยกเว้นการแข่งขันยิงเป้าบินที่ยังเป็นการแข่งขันกลางแจ้งอยู่

ปืนพก (Pistol) ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย Caminello Vitelli ณ เมืองพิสโตเอีย รัฐฟลอเรนไตน์ ประเทศอิตาลี ประมาณปี พ.ศ. 2083 โดยใช้ชื่อเมืองที่ถือกำเนิดเป็นชื่อของปืนชนิดนี้ ในช่วงชีวิตของ Vitelli ปืนพกที่ประดิษฐ์ขึ้นยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง เนื่องจากปืนของเขายังไม่มีประสิทธิภาพมากมายนัก
ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 เป็นต้นมา มีการนิยมใช้ปืนยาวอัดลม (Rifle) เป็นอย่างมาก ปี พ.ศ. 2403 ในสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการแข่งขันยิงปืน ณ สถานที่ต่างๆ ตามริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ โดยสมาคมยิงปืนยาวอัดลมแห่งชาติ (The National Rifle Association) สมาคมแห่งนี้ได้สร้างกฎระเบียบในการกีฬาประเภทนี้คือ มาตรฐานของเป้า และระยะ เป็นต้น จากความไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนมาสู่มาตรฐานจึงได้จัดให้มีการแข่งขันยิงปืนยาวอัดลม เพื่อชิงชนะเลิศระหว่างชาติ โดยใช้กฎอันเดียวกันเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2414 และได้ถูกจัดแข่งขันกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
ต้นปี พ.ศ. 2423 ซึ่งเป็นระยะที่ประชาชนทั่วไปกำลังให้ความสนใจอยู่กับปืนลม Paine นักแม่นปืนของสหรัฐอเมริกาผู้หนึ่งได้แสดงการยิงปืนพก และปืนสั้น (Revolver) ในขณะที่เขาท่องเที่ยวไปยังประเทศอังกฤษ เป็นผลให้สมาคมยิงปืนแห่งแมสซาชูเซตส์ได้มอบโล่รางวัลให้ทั้งปืนพกและปืน สั้น จึงทำให้บรรดาสมาชิกทั้งหลายหันมาสนใจอาวุธปืนทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหลายจึงให้ความนิยมสนใจกับอาวุธปืนกันอย่างแพร่หลาย โดยมีการจัดการแข่งขันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการแข่งขันยิงปืนได้บรรจุเข้าไว้ในการแข่งขันกีฬาระดับชาติ เช่น การแข่งขันกีฬาแหลมทอง (ซีเกมส์) เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ เป็นต้น
กีฬายิงปืน
ประวัติยิงปืนในประเทศไทย
กีฬายิงปืนเป็นกีฬาที่ประชาชนคนไทยให้ ความนิยมและสนใจเมื่อไม่นานนี้เอง ความจริงแล้วคนไทยรู้จักการใช้อาวุธปืนมาช้านานแล้ว และมีการแข่งขันกันแต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก ต่อมาบรรดานักยิงปืนทั้งหลายได้เล็งเห็นว่าควรจะได้มีการแข่งขันยิงปืนตาม แบบและกติกาและกติกาสากลนิยม จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดการแข่งขันยิงปืนขึ้นตามแบบและกติกาสากล นิยม จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย โดยจดทะเบียนก่อตั้งอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2501
ภายหลังจากที่สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว สมาคมฯจึงได้คัดเลือกนักกีฬายิงปืนส่งเข้าร่วมการแข่งขันกับนานาชาติ เช่น การแข่งขันซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์เป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 17 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ. 2503
ในปี พ.ศ. 2501 สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย จึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนแห่งเอเชีย และสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติในปีเดียวกัน ซึ่งประเภทการแข่งขันยิงปืนตามแบบสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติ ซึ่งจัดการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกมี 7 ประเภท คือ
1) ปืนยาวท่านอน
2) ปืนสั้นยิงช้า
3) เป้าบินประเภทแทร็ป
4) ปืนยาว 3 ท่า
5) เป้าเคลื่อนที่
6) ปืนสั้นยิงเร็ว
7) เป้าบิน (ประเภทสกีต)
การฝึกใช้อาวุธประจำกาย นศท

 

การฝึกใช้อาวุธประจำกาย
1. การฝึกเล็งยิงปืนเบื้องต้น
1.1 กล่าวทั่วไป คำพังเพยที่น่ารับฟังสำหรับ นศท. ที่ถืออาวุธประจำกาย เมื่อเข้าสู่สนามและกำลังจะเผชิญหน้ากับข้าศึกนั้นคือ “หนทางที่ดีที่สุด” เมื่อเผชิญหน้ากับข้าศึกก็คือ “ยิงให้ตายทันที” ทำอย่างไรเล่า ? นศท. ต้องยิงให้เร็วและแม่นยำ นศท. อาจต้องยิงข้าศึกในระยะ 2-3 เมตร จนถึงหลายร้อยเมตร เมื่อ นศท. เล็งปืนได้รวดเร็วและยิงได้ดีถูกต้อง ยิงได้แม่นยำก็เท่ากับ นศท. ได้ทำให้ข้าศึกสูญสิ้นการยิงตัว นศท. แต่ละบุคคลก็ย่อมปลอดภัย มองให้ไกลออกไปถึงกำลังพล ก็จะเป็นผลสืบเนื่องไปถึงการสูญเสียกำลังน้อยลง ในสนามรบปืนเล็กยาว 11 เป็นอาวุธประทับบ่าที่ทันสมัยและมีลักษณะความสามารถที่จะสังหารข้าศึกได้ดี ถ้า นศท.รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์จากการยิง
1.2 รากฐานของการยิงปืน นศท. จะยิงปืนให้แม่นยำนั้น มิใช่ว่าเป็นพรสวรรค์ที่เกิดขึ้นมาแต่ละคน ทุกคนจะสามารถฝึกสอนให้ยิงเป็นได้แม่นยำ แต่ระยะเวลาการฝึกของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไปเป็นธรรมดา การฝึกที่ถูกต้องและการฝึกที่มีมากครั้งก็ย่อมจะนำไปสู่ความชำนาญ ฉะนั้นผู้ยิงปืนได้แม่นยำก็คือผู้ชำนาญนั่นเอง เห็นได้ว่าขั้นการจัดชั้นคุณวุฒิของการยิงปืนของทหารนั้น ได้แบ่งชั้นคุณวุฒิไว้ 3 ประเภทคือ ประเภทยิงปืนดี, ประเภทยิงปืนแม่นและประเภทผู้เชี่ยวชาญการยิงปืน ความหวังของกองทัพบกต้องการผลิตถึงขั้นสุดยอด คือผู้เชี่ยวชาญการยิงปืน
การยิงปืนได้แม่นยำนั้น เกิดจาการฝึกเล็งปืนเบื้องต้นเป็นรากฐานซึ่ง เรื่องฝึก ดังนี้
- การเล็ง
- ท่ายิง
- การลั่นไก
- การยิงต่อเนื่อง (การยิงเร็ว)
- การตั้งศูนย์
รายการตรวจสอบของครู
  1. การรมดำศูนย์
  2. การวางตัวให้ถูกต้อง
  3. การหายใจ
  4. การเล็งอย่างประณีต
  5. การเหนี่ยวไกขั้นที่ 1
  6. การไล่ไกที่ถูกต้อง
  7. การายงานตำบลลั่นไก
  8. การกรอกแต้มลงในแผ่นบันทึกแต้ม
  9. การระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย
2. การใช้ศูนย์และการยิง
แบ่ง ขั้นการฝึกออกเป็น 3 ขั้น คือ
  1. การใช้คานเล็ง
  2. การฝึกเล็งต่อช้อนเล็ง
  3. การฝึกเล็กสามจุด
การใช้คานเล็ง เป็นการฝึกเล็งศูนย์พอดี และการเล็งที่หมายนั่งแท่นโดยใช้คานฝึกเล็งให้ถูกต้อง
การฝึกเล็งสามจุด เป็นการทดสอบการเล็งศูนย์พอดี และการเล็งที่หมายนั่งแท่น โดยการเล็ง 3 จุด ในระยะ 50 ฟุต จุดทั้ง 3 จุดจะเกิดเป็นกลุ่มกระสุนกลุ่มหนึ่ง
เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการฝึกทั้ง ขั้นคือ
1. คานฝึกเล็งพร้อมด้วยแผ่นศูนย์หลัง
2. ปลย.11 และหีบพาดปืน
3. ช้อนเล็ง ขนาด 3 นิ้ว
4. หีบปิดเป้า, กระดาษปิดเป้า, เป๊กและดินสอ
- ก่อนที่ นศท. จะเริ่มรับการฝึก 3 ข้อนี้ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในความหมาย “การเล็งศูนย์พอดี และการเล็งที่หมายนั่งแท่น” เสียก่อน
หลักการยิงปืนมี 3 ประการ ดังนี้
14.1.1. ตั้งปืนให้ตรงไม่ให้เครื่องเล็งเอนเอียงไปทางหนึ่งทางใด
14.1.2. หลับตาซ้าย เล็งด้วยสายตาขวา (คนถนัดขวา)
14.1.3. (ศูนย์รูวงกลม) ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางรูวงกลมศูนย์หลังทั้งทางดิ่งและทางระดับ เรียกว่า การเล็งศูนย์พอดี และให้กึ่งกลางส่วนล่างของเป้าหมายตั้งบนยอดศูนย์หน้า เรียกว่า การเล็งที่หมายนั่งแท่น
-เมื่อได้ทำการเล็งจัดให้ศูนย์หน้าและศูนย์หลังอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง เราเรียกศูนย์ทั้งสองนี้ว่าศูนย์พอดี
-ที่หมายนั่งแท่น คือภาพการเล็งที่ นศท. และเห็นในขณะที่ใช้ปืนของตนทำการเล็ง ภาพที่แลเห็นมีศูนย์หน้า ศูนย์หลังและที่หมาย ซึ่งอาจเป็นเป้าวงกลม หรืออาจเป็นที่หมายอื่นๆ ที่ใช้ทำ-การเล็ง การเล็งที่หมายนั่งแท่น คือการจัดแนวเส้นเล็งจากศูนย์ทั้งสองตรงไปยังเป้าวงกลมหรือที่หมายอื่นๆ (ที่หมายแห่งเดียว) ให้ถูกต้อง
-การเล็งที่หมายนั่งแท่นได้ดังนี้คือได้ดังนี้คือ การเล็งผ่านศูนย์หลังแล้วขยับปืนจนกระทั่งยอดศูนย์หลังสัมผัสพอดีกับเส้นสมมติ แบ่งครึ่งวงกลมศูนย์หลังทางระดับ และให้เส้นสมมติแบ่งครึ่งวงกลมศูนย์หลังทางดิ่งผ่านกึ่งกลางศูนย์หน้า
การเล็งที่หมายนั่งแท่นนี้ การเล็งศูนย์พอดีมีความสำคัญมากกว่าการให้วงกลมดำตั้งอยู่บนยอดศูนย์หน้า ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในการเล็งที่หมายนั่งแท่นจะทำให้ตำบลกระสุนถูกผิดพลาดไปเท่าๆ กันทุกระยะยิง แต่ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเล็กน้อย ในการเล็งศูนย์พอดีจะทำให้ตำบลกระสุนถูกผิดพลาดไปมาก ถ้าระยะยิงเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ความคลาดเคลื่อนของตำบลกระสุนถูกเพิ่มมากขึ้นด้วย
2.1 การฝึกเล็งศูนย์พอดี และการเล็งที่หมายนั่งแท่น ขั้นที่ 1
2.1.1 การฝึกใช้คานเล็ง
ศูนย์หน้าและศูนย์หลังของคานฝึกเล็งนั้นใช้แทนศูนย์หน้าและศูนย์หลังของปืนเล็กยาว ศูนย์หลังของคานฝึกนั้นสามารถเลื่อนไปมาได้ตามความต้องการ ในเวลาเล็งที่หมายนั่งแทน ที่ปืนจริงๆ ไม่มีที่สำหรับมองเหมือนกับช่องที่เล็งที่คานฝึกเล็ง ช่องเล็งที่คานฝึกเล็งใช้เป็นที่เล็งของ นศท. และสำหรับให้ผู้อื่นมาตรวจดูจะได้แลเห็นภาพที่หมายตรงกับที่ นศท. ได้ทำการเล็งไว้เป้าเลื่อนไปมาได้ตามความต้องการเพื่อจัดภาพที่หมายให้ได้ภาพที่หมายนั่งแท่น
ในครั้งแรกครูฝึกจะแสดงการเล็งที่หมายนั่งแท่นให้ นศท. ดูแล้วผู้ฝึกแบ่ง นศท. ออกเป็นคู่ๆ ปฏิบัติในการฝึกขั้นนี้
การฝึกใช้คานเล็ง ครูฝึกจัดศูนย์พอดีอย่างถูกต้อง ส่งให้ นศท. ดูเป็นตัวอย่าง นศท. สังเกตตำบลที่อยู่ของศูนย์หน้า ว่าอยู่พอดีกับศูนย์หลังอย่างไร การเล็งศูนย์พอดีจะให้ถูกต้องตรงที่สุด นศท. ที่ทำหน้าที่คู่ฝึกจะต้องฝึกผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องแน่นอน เพื่อเป็นการช่วยให้ผู้รับการฝึกเป็นผู้สามารถยิงปืนได้ดี
ต่อไปคู่ฝึกเลื่อนศูนย์หลังขยับออกจากแนวเส้นหลัง แล้วสั่งให้ผู้รับการฝึกเล็งศูนย์หลังพอดี เมื่อ นศท. สามารถในการปฏิบัติการเล็งศูนย์พอดีแล้ว คู่ฝึกเล็งศูนย์ที่คานเล็งให้มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ส่งให้ นศท. ค้นหาข้อบกพร่องและแก้ไข
เมื่อ นศท. พอจะทำการเล็งศูนย์พอดีได้ถูกต้องแล้ว คู่ฝึกเพิ่มเป้าวงดำขึ้นทำการเล็งที่หมายนั่งแท่นอย่างถูกต้อง
นศท. ต้องปฏิบัติได้ทั้งเป็นคู่ฝึกและผู้รับการฝึก ผลัดเปลี่ยนกันตลอดเวลาในการฝึกยิงเบื้องต้น และการฝึกยิงปืนที่สนามยิงปืน
2.1.2 การเล็ง ขั้นที่ 2
เครื่องมือ เครื่องใช้มี ปลย.11 หีบพาดปืน หีบปิดเป้า ช้อนเล็ง กระดาษเปล่า ดินสอ เป๊ก และเครื่องช่วยการเล็ง บ.15 (ถ้ามี) หีบปิดเป้าตั้งห่างจากปืน 50 ฟุต นศท. คนหนึ่งอยู่ประจำที่หีบปิดเป้า ศูนย์หลังตั้งอยู่ที่ศูนย์บากรูปตัววี พาดปืนไว้บนที่พาดปืน การฝึกขั้นนี้ นศท. ต้องระมัดระวังมิให้ปืนเขยื้อนขณะทำการเล็ง
ต่อไป คู่ฝึกทำท่านอนยิงโดยไม่กระทบตัวปืน ข้อศอกทั้งสองตั้งอยู่บนพื้นดิน ใช้ฝ่ามือซ้ายท้าวคางไว้ มือความใช้ให้สัญญาณแก่คนจุดเป้าแก้มเกือบจะสัมผัสกับพานท้าย เพื่อให้นัยน์ตาอยู่ห่างจากศูนย์หลังใกล้เคียงในเวลาประทับปืนยิงจริงๆ ต่อไปคู่ฝึกให้สัญญาณแก่คนจุดเป้า ให้เลื่อนช้อนเล็งจนกระทั่งวงกลมดำเล็กๆ อยู่ตรงแนวเส้นเล็งของปืนถูกต้อง เมื่อวงกลมดำเข้ามาอยู่ในที่ซึ่งถูกต้องแล้วร้องบอกไปยังคนจุดเป้าว่า “หยุด” ต่อไปครูฝึกให้ นศท. มามองดูที่ศูนย์ให้แลเห็นการเล็งที่หมายนั่งแท่นที่ถูกต้อง ตามที่ครูฝึกเล็งไว้
ต่อไปครูฝึกให้คนจุดเป้าเลื่อนช้อนเล็งออกเสียแล้วให้ นศท. ทุกคนหมุนเวียนกันเล็งที่หมายนั่งแท่นต่อไป
2.1.3 การฝึกเล็ง ขั้นที่ 3
การฝึกเล็งขั้นที่ 3 ปฏิบัติตามทำนองเดียวกับขั้นที่ 2 เว้นแต่เจ้าหน้าที่จุดเป้าใช้ดินสอจุดที่รูเล็กตรงกลางวงกลมดำทุกๆ ครั้งที่เล็งที่หมา
รั้งที่เล็งที่หมา฀ยนั่งแท่นให้ครบ 3 ครั้ง ความมุ่งหมายของการฝึกขั้นนี้ เพื่อทดสอบความสามารถของทหารในการปฏิบัติการเล็งที่หมายนั่งแท่นตามที่ได้รับการฝึกมาแล้ว
วิธีดำเนินการฝึกการเล็งขั้นที่ 3 นศท. อยู่ในท่านอนยิงข้างหลังปืน เล็งและให้สัญญาณคนจุดเป้า เลื่อนช้อนเล็งจนได้ที่หมายนั่งแท่นถูกต้องเช่นเดียวกับการปฏิบัติการฝึกขั้นที่ 2 ต่อไปจึงสั่งหยุด แล้วลุกขึ้น ครูฝึกตรวจการเล็งที่หมายนั่งแท่นและจดจำไว้ในใจว่า นศท. เล็งนั้นมีความคลาดเคลื่อนอย่างใด ครูฝึกยังไม่ต้องชี้แจงหรือให้ นศท. แก้ไขอย่างใด ครูฝึกบอก “จุด” แล้วคนจุดเป้าใช้ปลายดินสอจุดลงตรงรูกึ่งกลางวงกลมดำของช้อนเล็งลงบนกระดาษแล้วเขียนหมายเลข 1 ไว้ข้างบน เพื่อให้รู้ว่าเล็งครั้งที่ 1 การเล็งที่หมายนั่งแท่นนี้กระทำ 3 ครั้ง จะได้ 3 จุด พร้อมทั้งเขียนหมายเลขกำกับไว้ด้วยแล้วคนจุดเป้าลากเส้นตรงต่อจุดทั้ง 3 จุด ให้แลเห็นขนาด การเล็ง 3 จุด และเขียนชื่อผู้เล็งไว้ข้างล่าง แล้วให้ผู้ที่รับการฝึกเดินไปที่หีบปิดเป้า ครูฝึกวิจารณ์การปฏิบัติของผู้เล็งและชี้แจงถึงขนาดและรูปร่างของกลุ่มที่ทำการเล็ง 3 จุด และวิจารณ์ข้อบกพร่องที่ตรวจพบในตอนเล็งที่หมายนั่งแท่น ครั้งที่ 1
การเล็งที่หมายนั่งแท่นกลุ่ม 3 จุดที่ถือว่าได้ผลในการเล็งระยะ 50 ฟุตนี้เมื่อเอายางลบที่ก้นดินสอจะต้องมิดจึงจะใช้ได้ นศท. ที่รับการฝึกทุกๆ คนปฏิบัติการฝึกซ้ำจนกระทั่งมีความชำนาญ
ความคลาดเคลื่อนที่ทำให้เกิดกลุ่มการเล็ง 3 จุดที่ใช้ไม่ได้
ให้ นศท. สังเกตดูว่ากลุ่มการเล็ง 3 จุด ที่ใช้ไม่ได้นั้น มีลักษณะกว้างมาก หรือไม่ก็สูงมาก เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ
กลุ่มการเล็ง 3 จุด ที่สูงและแคบ เกิดจากการเล็งศูนย์พอดี ไม่ถูกต้องในทางดิ่ง หรือวงกลมดำอยู่สูงหรือต่ำกว่ายอดศูนย์หน้า
กลุ่มการเล็ง 3 จุด ที่แบนแล้วกว้างออกทางข้าง เกิดจากการเล็งศูนย์พอดี ไม่ถูกต้องในทางระดับ หรือวงกลมดำไม่อยู่กึ่งกลางยอดศูนย์หน้า
กลุ่มการเล็ง 3 จุด ที่ทั้งสูงและกว้าง เกิดจากความคลาดเคลื่อนรวมกันทั้งหมดที่กล่าวแล้วข้างบน
กลุ่มการเล็ง 3 จุด ยางไปทางระดับ เกิดจากความคลาดเคลื่อนในประการใดประการหนึ่งของ 2 ประการดังนี้ คือยอดศูนย์หน้าเยื้องไปทางขวาหรือทางซ้ายเสียไม่อยู่กึ่งกลางเส้นแบ่งครึ่งทางดิ่ง หรือไม่ก็วงกลมดำไม่อยู่กึ่งกลางยอดศูนย์หน้า แต่เยื้องไปอยู่ทางริมขวาหรือริมทางซ้ายเสีย
ท่ายิง 
ก่อนที่จะทำการฝึกท่ายิง  ผู้ยิงควรจะได้ทราบวิธีการจับอย่างมั่นคง  จะต้องประกอบด้วยหลักการสำคัญ  8  ประการ  ดังต่อไปนี้
1. การรองรับด้วยมือซ้าย
2. การนำพานท้ายเข้าร่องไหล่
3. การจับปืนของมือขวา
4. ข้อศอกขวา  การวางข้อศอกของผู้ยิงลงกับพื้น
5. การสัมผัสพานท้าย  มีความสำคัญ  2  ประการ  คือ
ประการแรก  คือ  เพื่อให้ผู้ยิงวางแก้มที่พานท้ายในที่เดียวกันตลอดเวลาที่ยิงปืน  เป็นการรักษาความสัมพันธ์ของสายตาและศูนย์ปืนให้เหมือน ๆ  กันเพื่อการจัดภาพศูนย์ที่ถูกต้องและมีความแม่นยำ
ประการที่สอง  เพื่อวางแก้มติดกับพานท้ายปืนให้แน่น  เมื่อทำการยิงปืน  ปืนและศีรษะของผู้ยิงจะได้รับแรงถอยไปด้วยกัน  เป็นการลดเวลาในอันที่จะค้นหาหรือเล็งต่อเป้าหมายในระหว่างที่ยิงแต่ละนัด
1. การบังคับการหายใจ
2. การผ่อนคลายในคณะที่ผู้ยิงทำท่ายิงใดอยู่ก็ตามแล้วเกิดอาการเกร็งจนตึงเครียดมากเกินไป
3. การควบคุมการหายใจ  เป็นการปฏิบัติอย่างอิสระของนิ้วชี้ที่เหนี่ยวไก

 

ท่ายิงมี  9  ท่า
1ท่านอนยิง                  2ท่านั่งคุกเข่ายิง                3คุกเข่ากลาง           4คุกเข่าต่ำ             5ท่านั่งสูงยิง
 6ท่านั่งราบยิง              7ท่านั่งราบไขว้ข้อเท้า      8ท่านั่งราบไขว้ขา    9ท่ายืนยิง

 

สำหรับในเวลาฉุกเฉินสามารถทำท่ายิงได้อีก 2 ท่า คือ
(1) ท่ายิงใต้ระดับแขน (2) ท่าก้มยิง
3. วิธีฝึกและการปฏิบัติ การปฏิบัติ ปฏิบัติต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ
    1. ท่าเตรียมใช้อาวุธ และการเรียบอาวุธ
      1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ” การปฏิบัติจากม่าเตรียมอาวุธ
      2. การปฏิบัติ การเตรียมใช้อาวุธ
  1. มือขวายกปืนขึ้น ลำกล้องเฉียงมาทางซ้าย มือซ้ายรองรับปืนประมาณใต้คันรั้งโครงนำลูกเลื่อน มือซ้ายเสมอแนวไหล่ซ้าย
  2. ปล่อยมือขวาจับที่มุมหลังพานท้ายปืน ปืนอยู่ในลักษณะเฉียงกับลำตัวข้อศอกขวางอกางออกพองาม
      1. การเรียบอาวุธจากการเตรียมใช้อาวุธ
คำบอก “ เรียบอาวุธ “
การปฏิบัติ
  1. ปล่อยมือขวาจับปืนเหนือกึ่งกลางน้ำหนักปืน
  2. ปล่อยมือซ้าย และมือขวาลดปืนลงอยู่ในท่าเรีบยอาวุธ
    1. ท่านอนยิง
      1. กระทำต่อจากการเตรียมใช้อาวุธ
      2. คำบอก “นอน,เตรียมยิง”
      3. การปฏิบัติ
  1. ยืนหันหน้าตรงที่เป้าหมาย ทำกึ่งขวาหันแยกเท้าซ้ายออกไปประมาณครึ่งก้าว นำมือขวามากำด้ามปืน ปากลำกล้องปืนสูงขึ้นเล็กน้อย
  2. ย่อเข่าทั้งสองลงจรดพื้น ล้มตัวลงไปข้างหน้ามากๆ โดยวางมือซ้ายใว้ห่างเข่าประมาณ 3 ฟุต และให้อยู่แนวเดียวกับเข่าซ้ายและที่หมาย มือขวายื่นปืนออกไปศอกขวาเสมอกับมือซ้าย
  3. ลดศอกขวาลงกับพื้น พลิกตัวลงทางซ้ายโดยให้ข้างซ้ายของลำตัวรับน้ำหนักตัว
  4. ดันพานท้ายปืนเข้าร่องไหล่ เท้าทั้งสองแนบนาบกับพื้นไหล่ทั้งสองได้ระดับ ศอกซ้ายจรดพื้นรองรับใต้ศูนย์กลางน้ำหนักปืน ศอกขวาจรดพื้นและกางออกพอถนัด
    1. ข้อบกพร้องทั่วไป
  1. ลำตัวเฉียงเป็นมุมฉากมากเกินไป อาจสังเกตได้จากลำตัวท่อนบนสูงจากพื้นดินมากเกินไป และนัยน์ตาอยู่ใกล้กับหัวลูกเลื่อนมากหรือมุมที่เกิดขึ้นระหว่างเส้นสมมุติที่ผ่านลำกล้องปืนมาข้างหลังและเส้นสมมุติที่ผ่านลำตัวของผู้ยิงมุมที่เกิดขึ้นต้องไม่เกิน 30 องศา เพราะลักษณะนี้ ลำตัวทั้งตัวจะรับแรงสะท้อนถอยหลังของปืนไว้ได้ หรือสาเหตุอีกอย่างหนึ่งเกิดจากก่อนทำท่ายิง ผู้ยิงหันไปทางขวามือมากเกินไป การแก้ไขให้ลุกขึ้นและหันหน้าตรงไปยังเป้าหมายแล้วจึงทำท่ายิง
  2. ศอกขวาชิดลำตัวมากเกินไป ทำให้ไหล่ขวาสูงกว่าไหล่ซ้ายและหันหลัง การแก้ไขให้ลดปืนเลื่อนไหล่ขวาออกนอกตัว และไปข้างหน้า ให้ไหล่ขวาและไหล่ซ้ายได้ระดับ
  3. ศอกซ้ายไม่อยู่ข้างใต้ปืน ข้อสังเกตนี้จะเห็นได้โดยง่ายในเวลาทำการยิง จะไม่ทำให้ปืนกลับมาอยู่ในท่าเดิมเช่นเดียวกันทุกครั้งที่ทำการยิง ผู้ยิงแก้ไขโดยบิดไหล่ซ้ายไปข้างหน้า และเลื่อนซอกซ้ายไปอยู่ใต้ปืน วิธีทำที่ดีที่สุดคือ ให้ลดพานท้ายปืนออกจากไหล่เสียก่อน ถึงแม้ในตอนแรกผู้รับการฝึกจะรู้สึกลำบากอยู่บ้าง แต่ด้วยการวางตัวให้เหมาะและฝึกบ่อยๆ ทำให้ผู้รับการฝึกวางข้อศอกอยู่ข้างใต้ปืนได้
  4. จับปืนไม่ถูกต้อง ที่ปรากฏ ก็คือ มือซ้ายที่รองรับน้ำหนักปืนนั้น ข้อมือหักไม่เหยีอดตรง ข้อบกพร่องนี้เกิดจากปืนไม่วางอยู่ในง่ามมือระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ปืนวางอยู่บนฝ่ามือ แทนที่จะเป็นโคนมือ การแก้ไข ผู้ยิงลดปืนลงจากบ่า ขยับมือซ้ายให้ปืนอยู่ในง่ามตัววี และพาดอยู่บนโคนมือ
    1. ท่าเตรียมใช้อาวุธ เมื่อกระทำต่อจากท่านอนยิง
      1. คำบอก “ เตรียมใช้อาวุธ ”
      2. การปฏิบัติ
  1. บิดตัวกลับที่เดิม และมือซ้ายเท้าพื้นตรงบั้นเอว
2) มือซ้าย และคุกเข่าทั้งสอง พยุงตัวลุกขึ้น มือขวายกปืน ชูขึ้นลำกล้องชี้ไปข้างบน แขนขวางอและมือขวาเสมอแนวไหล่ขวา
3) ลุกขึ้นยืน มือซ้ายจับปืนที่เดิม มือขวาคงกำอยู่ที่ด้ามปืน
4) นำเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาปล่อยมือขวาไปจับที่มุมหลังพานท้ายปืนและลดลงปืนลงในท่าเตรียมใช้อาวุธ
3.4 ท่านั่งราบยิง
ท่านั่งราบยิง เป็นท่าที่เหมาะอย่างยิ่งเมื่อใช้พื้นที่ลาดลง เป้าหมายอยู่ในระดับ เดียวกันหรือต่ำกว่าผู้ยิง ท่านั่งราบยิงอาจจะใช้เมื่อผู้ยิงต้องการตรวจการณ์ให้ดีกว่าที่เขาจะได้รับจากท่านอนยิง ท่านั่งราบยิงเป็นท่าที่มั่นคงเป็นที่สองรองจากท่านอนยิง
ท่านั่งราบยิง แยกออกไปได้ 3 ท่า คือ
3.4.1 ท่านั่งราบยิง (ท่านั่งราบยิงเปิดขา)
3.4.2 ท่านั่งราบยิงไขว้ข้อเท้า
3.4.3 ท่านั่งราบยิงไขว้ขา
3.5 ท่านั่งราบยิง (ท่านั่งราบยิงเปิดขา)
3.5.1 คำบอก “นั่งราบ, นั่ง-เตรียมยิง”
3.5.2 การปฏิบัติ (กระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) ทำกึ่งขวาหัน ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายประมาณครึ่งก้าว
2) ทรุดตัวลงและนั่งลงกับพื้น พร้อม กับปล่อยมือขวาไปยันพื้น เลื่อนก้นไปข้างหลังมากๆ เมื่อนั่งลงกับพื้นแล้วมือขวากำพานท้ายใส่บ่าขวา ศอกซ้ายวางไปตามส่วนแบนของหน้าแข้งซ้าย
3) ปล่อยมือขวาจากพานท้ายปืนมากำที่ด้ามปืน ดึงปืนประทับไหล่ให้แน่น ศอกทั้งสองพาดไปบนสันหน้าแข้ง เข่าทั้งสองตั้งและบีบเข่าทั้งสอง ความสูงของเข่าทั้งสองประมาณ 12 นิ้ว ปลายเท้าทั้งสองข้างเข้าหากัน
3.5.3 ข้อบกพร่องที่มักพบเสมอ และวิธีการแก้ไข
1) ปลายข้อศอกอยู่บนหัวเข่า ข้อบกพร่องนี้ทำให้การรองรับน้ำหนักปืนไม่มั่นคง ทำให้ลำตัวอยู่ในท่าตั้งตรงมากเกินไป เมื่อทำการยิงแต่ละนัดจะทำให้ท่ายิงเสีย การแก้ไข ให้ผู้ยิงลดเข่าให้ต่ำลง งอตัวตั้งแต่สะเอวขึ้นไป ไปข้างหน้ามากขึ้น เลื่อนแขนซ้ายท่อนบนให้สัมผัสส่วนแบนของหัวเข่าและสันหน้าแข้ง ศอกขวายันกับด้านหน้าทางซ้ายของเข่าขวา
2) เข่าทั้งสองแยกห่างกันมากกว่าเท้า ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยมากกว่า การบิดปลายเท้าทั้งสองเข้าข้างใน ข้อบกพร่องนี้อาจเกิดจากการปฏิบัติไม่ถูกในประการใดประการหนึ่ง ดังต่อไปนี้
2.1 วางเท้าทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินไป การแก้ไข ให้ผู้ยิงเลื่อนขาทั้งสองให้ต่ำลง และแยกเท้าทั้งสองออกห่างกัน แล้วจึงทำท่ายิงใหม่ให้เรียบร้อย
2.2 ปลายเท้าชี้ออกข้างนอกซึ่งจะทำให้เข่าทั้งสองแบะออกจากกันด้วย การแก้ไข พลยิงบิดปลายเท้าเข้าข้างในเล็กน้อย
3) ปลายเท้าชี้ขึ้นข้างบน ข้อบกพร่องนี้ มักทำให้กล้ามเนื้อตึง การแก้ไข บิดขาเข้าข้างใน ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า
4) ศอกซ้ายไม่อยู่ข้างใต้ปืน การแก้ไข เลื้อนเท้าทั้งสองไปทางขวา 5 หรือ 6 นิ้ว
5) จับปืนไม่ถูก การแก้ไข พลยิงลดพานท้ายลงจากบ่า ขยับมือให้ปืนพาดอยู่ในง่ามรูปตัววี ปละพาดอยู่บนโคนฝ่ามือ
การเตรียมใช้อาวุธ จากท่านั่งราบยิง
  1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
  2. การปฏิบัติ
2.1 ปล่อยมือขวายันพื้น ข้างตะโพกขวา
2.2 ลุกยืนขึ้นพร้อมด้วยนำมือขวามาจับพานท้ายปืนชิดบ่า
2.3 ลดปืนลงอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ พร้อมกับชักเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา บิดตัวกลับมาในทิศ
ทางตรง
3.6 ท่านั่งราบยิงไขว้ข้อเท้า (กระทำต่อจากท่านั่งราบ)
3.6.1 คำบอก “นั่งราบ, ไขว้ข้อเท้า, นั่ง-เตรียมยิง”
3.6.2 การปฏิบัติ
1) เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิง (ตอนที่ 1)
2) เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิง (ตอนที่ 2)
3) ปล่อยมือขวาจับด้ามปืน ดึงปืนประทับไหล่ ยกข้อเท้าซ้ายไขว้บนข้อเท้าขวา บีบเข่าทั้งสองข้างเข้าหากัน ศอกทั้งสองอยู่ภายในเข่า ทำตัวให้ต่ำ
3.6.3 ข้อที่จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับท่านั่งราบยิงยกข้อเท้าซ้ายไขว้บนข้อเท้าขวา
การเตรียมใช้อาวุธ (จากท่านั่งราบไขว้ข้อเท้ายิง)
  1. คำบอกเตรียมใช้อาวุธ
  2. การปฏิบัติ
2.1 ยกเท้าซ้ายกลับที่เดิม ปล่อยมือขวามายันพื้น
2.2 เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิง เปิดขา
2.3 เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิง เปิดขา
3.7 ท่านั่งราบยิงไขว้ขวา
3.7.1 คำบอก “นั่งราบ, ไขว้ขา, นั่ง-เตรียมยิง”
3.7.2 การปฏิบัติ (กระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) ทำกึ่งขวาหัน แล้วก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายประมาณครึ่งก้าว (เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิงเปิดขา)
2) นั่งลงเช่นได้กล่าวไว้ในท่านั่งราบยิงเสียก่อน แล้วนำข้อเท้าซ้ายไขว้ทับบนข้อเท้าขวา แล้วดึงเท้าทั้งสองมาอยู่ใต้ขาท่อนบน (ขัดสมาธิ) วางแขนซ้ายท่อนบนคร่อมหน้าแข้งของขาซ้ายมือขวานำพานเท้าปืนเข้าร่องไหล่
3) ปล่อยมือขวามากำด้ามปืน ดึงปืนประทับไหล่แน่นศอกทั้งสองพาดไปบนสันของหน้าแข้ง เข่าทั้งสองพยายามให้ตั้งขึ้น โดยบีบเข่าทั้งสอง ความสูงของเข่าทั้งสองประมาณ 12 นิ้ว (1ฟุต)
3.7.3 ข้อที่จะต้องปฏิบัติ
- ใช้ขาซ้ายไขว้บนขาขวา เท้าทั้งสองอยู่ใกล้ลำตัว (นั่งขัดสมาธิ) ศอกซ้ายอยู่ใต้ปืน มือซ้ายรองรับน้ำหนักปืนใกล้กระวินบน พานท้ายกระชับแน่นกับร่องไหล่ บีบเข่าทั้งสอง ศอกทั้งสองพาดไปบนสันหน้าแข้งด้านใน
การเตรียมใช้อาวุธ (จากท่านั่งราบยิงไขว้ขา)
  1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
  2. การปฏิบัติ
2.1 เลื่อนเท้าทั้งสองกลับที่เดิม (เช่นเดียวกับท่านั่งราบยิงปิดขา ตอนที่ 3)
2.2 ลุกยืนขึ้นมือขวาจับพานท้ายปืนที่ไหล่
2.3 นำเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา และบิดตัวกลับมาในทิศทางเดิม นำปืนกลับมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ
4.ท่านั่งคุกเข่ายิง
4.1 ท่านั่งคุกเข่ายิง เป็นท่าที่เหมาะที่จะใช้ในการทำท่ายิงในพื้นระดับหรือพื้นที่ค่อยลาดขึ้นเล้กน้อย และเป้นท่ายิงที่สามารถปรับความสูงได้ ท่านั่งคุกเข่ายิงพร้อมที่จะดัดแปลงให้เหมาะกับเครื่องรองรับ เช่น ตันไม้ มุมสิ่งก่อสร้าง หรือยานพาหนะได้
4.2 คำบอก นั่งคุกเข่า, “นั่ง-เตรียมยิง”
4.3 การปฏิบัติ (การกระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) ทำกึ่งขวาหัน ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าทางซ้ายประมาน 18 นิ้ว ให้ส้นเท้าซ้ายตรงกับส้นเท้าขวา
4. ท่านั่งคุกเข่ายิง
4.1 ท่านั่งคุกเข่ายิง เป็นท่าที่เหมาะที่จะใช้ในการทำท่ายิงในพื้นระดับหรือพื้นที่ค่อยลาดขึ้นเล็กน้อย และเป็นท่ายิงที่สามารถปรับความสูงได้ ท่านั่งคุกเข่ายิงพร้อมที่จะดัดแปลงให้เหมาะกับเครื่องรองรับ เช่น ต้นไม้ มุมสิ่งก่อสร้าง หรือ ยานพาหนะได้
4.2 คำบอก นั่งคุกเข่า “นั่งเตรียมิยิง”
4.3 การปฎิบัติ (การกระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) ท่ากึ่งขวาหัน ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าทางซ้ายประมาณ 18 นิ้ว ให้ส้นเท้าซ้ายตรงกับส้นเท้าขวา
2) ทรุดตัวลงด้วย ชักปลายเท้าขวาไปทางซ้าย ให้เข่าขวาจดพื้นเท้าซ้ายที่ก้าวออกไป นั่งลงบนส้นเท้าขวาพร้อมกับมือขวายกพานท้ายใส่ไหล่ขวา ขาซ้ายท่อนล่างตั้งได้ฉาก น้ำหนัก 60% อยู่ที่เท้าซ้าย (เท้าหน้า) และ 40% อยู่ที่เท้าขวา (เท้าหลัง) แขนซ้ายท่อนบนพาดบนเข่าซ้ายให้ข้อศอกเลยเข่าซ้ายไปหลาย ๆนิ้ว มือขวานำพานเข้าร่องไหล่
3) ปล่อยมือขวากำด้ามปืน ยกศอกขวาเสมอแนวไหล่ และแขนซ้ายท่อนล่างตั้งครงเพื่อรับน้ำหนักปืน โน้มน้ำหนักตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำหนักตัวอยู่บนขาซ้าย60%
4.4 ข้อบกพร่องที่มักเกิดขึ้นเสมอ และ วิธีแก้ไข
1) นั่งบนเท้าด้านใน ทำให้น้ำหนักของลำตัวโย้มาข้างหลัง เพราะฉะนั้นการนั่งบนเท้าด้านในจึงเป็นท่ายิงที่ไม่เหมาะสำหรับการยิงติดต่อ ในกรณีที่ยกเว้นเป็นพิเศษเมื่อเกิดไม่สะดวกและลำบากในการปฏิบัติท่ายิงตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อันเนื่องจากลักษณะร่างกายของทหาร และหลังจากผู้ฝึกได้ให้ทหารพยายามปฏิบัติท่านั่งคุกเข่ายิงตามปกติให้ถูกต้อง ผู้ฝึกอาจยอมให้ทหารท่านั่งยิงคุกเข่ายิงโดยอนุโลมได้
2) ศอกซ้ายและเข่าซ้ายไม่อยู่ข้างใต้ปืน ข้อบกพร่องนี้ คือ ใช้กล้ามเนื้อรองรับน้ำหนักปืน ไม่ใข้กระดูก การแก้ไข ผู้ยิงลดพานท้ายปืนจากบ่า และเลื่อนเท้าซ้ายมาทางขวา แล้วจึงทำท่านั่งคุกเข่ายิงให้เรียบร้อยต่อไป
3) ปลายข้อศอกอยู่บนเข่าขวา เมื่อปลายข้อศอกวางทับอยู่บนเข่าขวาจะทำให้ท่ายิงไม่มั่นคงอย่างยิ่ง การแก้ไขคือ ผู้ยิงเลื่อนข้อศอกขวาไปข้างหน้าและต่ำลงจากเข่าขวา ประมาณ 2.5 นิ้ว จะทำให้น้ำหนักตัวโน้มไปข้างหน้า
4) ขาขวาท่อนบนไม่ทำมุม 90 องศา กับเส้นเล็ง การแก้ไขคือ ผู้ยิงเลื่อนเข่าขวาจนกระทั่งได้ 90 องศา
5. ท่าเตรียมใช้อาวุธ เมื่อกระทำต่อจากท่านั่งคุกเข่ายิง
5.1 คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
5.2 การปฏิบัติ
1) เลื่อนมือขวาไปจับพานท้ายปืนที่ไหล่
2) ลุกขึ้นยืน พานท้ายยังอยู่ที่ไหล่ขวา มือขวาจับที่พานท้าย
3) ลดปืนมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ นำเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาโดยบิดปลายเท้าขวากลับมาในทิศทางเดิม
ท่านั่งคุกเข่ายิงไม่มีเครื่องรองรับ 1
6. ท่านั่งคุกเข่ากลาง
6.1 คำบอก “นั่งคุกเข่ากลาง, นั่ง-เตรียมยิง”
6.2 การปฏิบัติ (กระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) (ปฏิบัติเข่นเดียวกับท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 1)
2) (ปฎิบัติเช่นเดียวกับท่าคุกเข่ายิง ตอนที่ 2) เว้นแต่แบะปลายเท้าขวาออกข้างนอกและไปข้างหลังเท้าขวาตั้งแต่เข่าถึงปลายเท้าราบติดกับพื้นน้ำหนักตัวโน้มไปข้างหน้า (หากครั้งแรกฝึกท่านี้รู้สึกลำบาก จงขุดหลุมให้ปลายเท้าลงไปได้ เมื่อเท้าเหยียดเต็มที่ได้แล้วอย่าใช้หลุม)
3) (ปฏิบัติเช่นเดียวกับท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 3)
ทำเตรียมใข้อาวุธ เมื่อกระทำต่อจากท่านั่งคุกเข่ากลาง
  1. คำบอก “เตรียมใข้อาวุธ”
  2. การปฏิบัติ
2.1 (เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 1)
2.2 (เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 2)
2.3 (เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 3)
7. ท่านั่งคุกเข่าต่ำ (นั่งบนฝ่าเท้า)
7.1 คำบอก “นั่งคุกเข่าต่ำ, นั่ง-เตรียมยิง”
7.2 การปฏิบัติ (กระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ)
1) (เช่นเดียวกับท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 1)
2) (เช่นเดียวกับท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 2) เพียงแต่ว่าท่านี้ ให้หงายฝ่าเท้าขวาขึ้น และนั่งบนฝ่าเท้าขวาด้านใน (หลังจากเท้าวางบนพื้น)
3) (เช่นเดียวกับท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 3)
ท่าเตรียมใช้อาวุธ เมื่อกระทำต่อจากท่านั่งคุกเข่าต่ำ
(1) คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
(2) การปฏิบัติ
2.1(เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 1)
2.2(เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 2)
2.3(เช่นเดียวกับท่าเตรียมใช้อาวุธจากท่านั่งคุกเข่ายิง ตอนที่ 3)
8. ท่านั่งคุกเข่ายิงโดยอนุโลม
8.1 ทหารที่มีขายาว อาจทำท่ายิงโดยอนุโลม
1) ให้เท้าซ้ายเลื่อนไปข้างหน้า จะทำให้เข่าต่ำลง
2) เลื่อนข้อศอกให้เลยไปข้างหน้าเข่าอีก เส้นเล็งจะลงต่ำลง อย่าให้เข่าเข้ามาถึงใต้รักแร้
8.2 ทหารที่มีขาสั้น
1) เลื่อนขาซ้ายออกไปให้ตั้งตรง เมื่อมองจากทางข้างเหมือนมองจากทางหน้าจะทำให้ขาของพลยิงอยู่ในท่าสูงที่สุด
2) เลื่อนข้อศอกเข้ามาพอสมควร จะทำให้เส้นเล็งสูงขึ้น
ท่านั่งคุกเข่าไม่มีเครื่องรองรับ 2
ท่านั่งคุกเข่าบนเครี่องรองรับ
9. ท่านั่งสูงยิง
9.1 เป็นท่าที่มีการทรงตัวดี เมื่อเทียบกับท่ายิงอื่น ๆ ซึ่งสามารถทำท่ายิ่งได้รวดเร็ว เพราะท่านี้เพียงแต่ให้เท้าทั้งสองสัมผัสกับพื้นก็ทำท่านั่งสูงได้ เป็นท่าที่เหมาะที่สุดที่จะใช้ในพื้นที่ที่มีโคลนน้ำตื้น ๆ หรือบริเวณที่อาบพิษ และเหมาะที่จะใช้ในพื้นที่ระดับหรือบนพื้นที่ลาดลงเล็กน้อย
9.2 คำบอก “นั่งสูง” นั่ง-เตรียมยิง”
9.3 การปฏิบัติ กระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ
1) ท่ากึ่งขวาหัน ก้าวเท้าซ้ายไปทางกึ่งซ้ายครึ่งก้าว
2) ทรุดตัวลง (นั่งยองๆ) น้ำหนักปืนอยู่บนมือซ้าย ทำตัวให้ต่ำที่สุด เท้าทั้งสองแบนราบติดกับพื้น แขนซ้ายท่อนบนวางอยู่ในเข่าซ้ายด้านใน มือขวากำพานท้ายปืนเข้าร่องไหล่
3) เลื่อนมือขวามากำด้ามปืน ลดข้อศอกขวาลงยันไว้กับเข่าขวาด้านใน เข่าทั้งสองบีบข้อศอกไว้
9.4 ข้อบกพร่องที่พบเสมอ และการแก้ไข
1) นั่งบนส้นเท้า ข้อบกพร่องนี้ทำให้พลยิงอยู่ในท่าไม่มั่นคงและในเวลาทำการยิงจะหงายมาข้างหลัง การแก้ไข วางเท้าทั้งสองราบกับพื้นที่โน้มตัวไปข้างหน้าให้น้ำหนักอยู่บนเท้าซ้าย เท้าทั้งสองแยกห่างกันมากพอที่จะวางราบกับพื้นได้ถนัด
2) ไม่งอตัวไปข้างหน้า และโน้มน้ำหนักตัวไปข้างหน้าให้อยู่บนเท้าซ้าย ท่ายิงชนิดนี้ไม่มั่นคง จะทำให้ผู้ยิงหงายหลัง เมื่อทำการยิง ผู้ยิงจะต้องพยายามโน้มไปข้างหน้าเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ขาทั้งสองงอไปข้างหน้าน้ำหนักตัวอยู่บนขาซ้าย
3) ข้อศอกซ้ายไม่อยู่ข้างใต้ปืน การแก้ไข ให้ผู้ยิงหันหน้ามาทางขวาให้มากขึ้นอีก จะทำให้เส้นเล็งมาอยู่ตรงกับแขนซ้ายมากขึ้น
การเตรียมใช้อาวุธ (จากท่านั่งสูงยิง)
  1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ
  2. การปฏิบัติ
2.1 เลื่อนมือขวาไปจับพานท้ายปืนที่ไหล่
2.2 ยืนขึ้น (มือยังจับพานท้ายอยุ่ที่ไหล่)
2.3 นำปืนมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ พร้อมกับชักเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาและ บิดตัวกลับมาในทิศทางเดิม

ท่านั่งสูงยิง
10. ท่ายืนยิง
10.1 ท่ายืนยิง ใช้สำหรับยิงเป้าหมายให้ได้ผลในระยะที่น้อยกว่า 100 หลา ในเมื่อไม่มีท่ายิงอื่นๆที่จะทำได้ ท่ายิงนี้มีความมั่นคงน้อยมาก และต้องใช้ในเมื่อยิงเป็นกึ่งอัตโนมัติเท่านั้น
10.2 คำบอก “ยืน-เตรียมยิง”
10.3 การปฏิบัติ การกระทำต่อจากท่าเตรียมใช้อาวุธ
1) ยืนหันหน้าไปทางที่หมาย แล้วทำขวาหัน แล้วแยกเท้าซ้ายออกไปทางซ้ายประมาณ 10-14 นิ้ว แล้วเลื่อนเท้าขวาไปข้างหน้า 2-3 นิ้ว เพื่อให้ลำตัวทำมุมกับเส้นเล็งประมาน 85 องศา น้ำหนักตัวอยู่กึ่งกลาง
2) มือขวานำพานท้ายปืนมาใส่ไหล่ขวาให้มุมหน้าพานท้ายเข้าร่องไหล่สูงๆประมานครึ่งหนึ่งของพานท้าย หันปากกระบอกปืนมาข้างหน้า หันศอกซ้ายลงใต้ปืนเพื่อรับน้ำหนัก
3) ปล่อยมือขวาไปกำด้านปืน ยกศอกขวาเสมอแนวไหล่ หรือสูงมากที่สุดเท่าที่ร่างกายจะทำได้ มือขวากำด้านปืนแน่น และดึงมาข้างหลังให้พานท้ายแนบสนิทอยู่ในร่องไหล่ขวา
10.4 ข้อบกพร่องที่มักจะพบเสมอ และวิธีแก้ไข
1) แยกเท้าห่างเกินไปผู้ยิงจะต้องยืนให้เท้าห่างกันในท่าที่สบายที่สุดเหมือนกับจะยืนอยู่อย่างนั้น โดยไม่ขยับขาอีกเลย ได้นานถึงชั่วโมง
2) วางน้ำหนักตัวลงที่สะโพกทั้งสองไม่เท่ากัน ผู้ยิงต้องทรงตัวให้น้ำหนักตัวลงข้างล่างตรงๆ
3) แก้มแนบพานท้ายด้วยการเอียงคอมาทางข้าง หรือก้มคอไปข้างหน้าจะต้องให้ศีรษะตั้งตรงและยกปืนสูงขึ้นให้ศูนย์เข้ามาอยู่ในแนวสายตา
การเตรียมอาวุธจากท่ายืนยิง
(1) คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
(2) การปฏิบัติ
2.1 ปล่อยมือขวาไปจับพานท้ายปืนที่ไหล่ขวา
2.2 นำปืนมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ
2.3 นำท้ายซ้ายมาชิดเท้าขวา พร้อมกับบิดตัว และเท้าขวามาทางซ้ายเพื่อให้หันหน้าตรงไปยังที่หมาย
11. ถ้ายิงใต้ระดับแขน
11.1 ถ้ายิงใต้ระดับแขน เป็นท่าที่สามารถทำการยิงได้รวดเร็ว เพื่อทำการยิงต่อที่หมายในระยะประชิด ในระหว่างตะลุมบอล หรือโอกาสใดๆก็ตาม
11.2 คำบอก “ยิงใต้ระดับแขน ยืน-เตรียมยิง”
11.3 การปฏิบัติ-ปฏิบัติต่อจากท่าเตรียมอาวุธ
- ผู้ยืนยิงหันหน้าไปทางที่หมาย แยกเท้าทั้งสองออกห่างกันประมาณเท่ากับความกว้างของไหล่ และก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 1 ก้าว น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าทั้งสอง เข่าทั้งสองงอเล็กน้อย มือขวากำด้ามปืน พานท้ายปืนอยู่ใกล้ๆกับใต้แขน ซึ่งแล้วแต่ร่างกายของผู้ยิงจะอำนวยให้ แขนขวาท่อนล่างอยู่ต่ำหว่าพานท้ายปืน พานท้ายปืนอัดแน่นอยู่กับด้านข้างของลำตัวด้วยต้นแขน มือซ้ายรองรับปืนที่รองลำกล้องปืน มือไม่กำรอบ ปืนได้ระดับและมือซ้ายชิดกระวินบนแขนซ้ายงอเล็กน้อย เพื่อเป็นเครื่องนำทิศทางของปืนให้สามารถยิงไปในทุกทิศทางได้ ขณะทำการยิงปากลำกล้องควรกดต่อลงเล็กน้อย เพื่อลดการยิงข้ามที่หมายให้น้อยลงและปรับการยิงต่อที่หมายด้วยการตรวจตำบลกระสุนตกยังพื้นดิน มือขวากำด้ามปืนแน่น
การเตรียมใช้อาวุธจากท่ายิงใต้ระดับแขน
  1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ
  2. การปฏิบัติ นำอาวุธกลับมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ
  1. ท่าก้มยิง
    1. เป็นท่าที่ใช้ทำการยิงได้รวดเร็วตั้งแต่ระยะใกล้สุดจนถึงระดับ 3.-35 หลา
    2. คำบอก “ก้มยิง ยืน-เตรียมยิง
    3. การปฏิบัติ
    • เท้าแยกห่างกันพอสมควร ให้เท้าอยู่ข้างหน้าเท้าหนึ่ง ก้มตัวโดยรวดเร็ว โดยงอตัวที่เข่ากับสะเอว ทำตัวให้ต่ำ แขนขวาท่อนล่างแนบกับสันบนของพานท้าย มือซ้ายจับปืนใกล้หูกระวินบน แขนซ้ายเหยียดตรงแต่ไม่เกรง น้ำหนักตัวอยู่กึ่งกลางเท้าทั้งสอง มือทั้งสองจับปืนแน่น
    • ข้อที่จะปฏิบัติ เท้าแยกห่างกันพอสมควรให้เท้าหนึ่งอยู่ข้างหน้า เข่าทั้งสองงอเล็กน้อย มือขวากำคอปืนแน่น แขนขวาท่อนล่างกดแนบโค้งบนของพานท้าย แขนซ้ายเหยียดตรงแต่ไม่เกร็ง มือซ้ายจับปืนใกล้หูกระวินบนแน่น น้ำหนักตัวอยู่กึ่งกลาง นัยน์ตาคนยิงจับที่หมาย ปืนชี้ตรงไปยังที่หมายซึ่งอยู่ในกรวยของสายตาทำการเล็งด้วยปืนแขนขวาและมือซ้าย ใช้แขนซ้ายสำหรับยกเส้นเล็งให้สูงหรือต่ำ มือทั้งสองจับปืนแน่น ปืนขนานกับพื้น
  1. การเตรียมใช้อาวุธจากท่าก้มยิง
    1. คำบอก “เตรียมใช้อาวุธ”
    2. การปฏิบัติ นำอาวุธกลับมาอยู่ในท่าเตรียมใช้อาวุธ
ยิงปืน ฮาๆ

ยิงปืน ฮาๆ

สิงค์ปืนไวของแท้

สิงค์ปืนไวของแท้

ปืนอัดลมสั้นไทยประดิษฐ์

ปืนอัดลมสั้นไทยประดิษฐ์

ไฮไลท์ กีฬาแห่งชาติ สุพรรณบุรีเกมส์ : ยิงปืนยาว

ไฮไลท์ กีฬาแห่งชาติ สุพรรณบุรีเกมส์ : ยิงปืนยาว 

สนามยิงปืนกองบัญชาการศึกษา
 สนามยิงปืน  กองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสนามที่รวบรวมความทันสมัย ตามระบบมาตรฐานสากล  โดยจะเน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ  สนามจึงมีโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย  ซึ่งสามารถใช้ยิงปืนพกทุกระบบที่เหมาะสมกับสภาพสนาม คือ

1.  สนามยิงปืนระยะ 25 หลา จำนวน 2 สนาม  44 ช่องยิง
2.  สนามยิงปืนระบบ P.P.C. ระยะ  60  หลา  จำนวน  1  สนาม
3.  เป็นสนามเปิด บรรยากาศสบาย ๆ อากาศปลอดโปร่ง มีที่จอดรถกว้างขวางและปลอดภัย
4.  มีนักกีฬายิงปืนทีมชาติ  ครูฝึก  และวิทยากรผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน เป็นผู้แนะนำให้ความรู้ในการยิงปืนได้เป็นอย่างดี

   ค่าสมัครสมาชิก     1  ปี   300     บาท/คน
5  ปี   1,000  บาท/คน
ค่าใช้บริการสนาม  50  บาท/คน(ไม่เป็นสมาชิก)
  เอกสารการสมัคร      1.  สำเนาบัตรประจำตัว   1  ชุด
2.  สำเนาทะเบียนบ้าน     1  ชุด
3.  รูปถ่าย  1  นิ้ว  2  รูป  ( นำมาในวันสมัคร)

เปิดบริการ 09.00 – 17.00 น.  ไม่เว้นวันหยุดราชการ

ยิงปืน ไรเฟิล ขนาด.308

ยิงปืน ไรเฟิล ขนาด.308

“โจอี้ บอย” ดวลธนูในร่ม ชิงถ้วยพระเทพฯ

โจอี้ บอย ดวลธนูในร่ม ชิงถ้วยพระเทพฯ

“โจอี้ บอย” อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต นักร้องแร๊พเตอร์ชื่อดัง เข้าร่วมแข่งขันกีฬายิงธนูในร่ม ระยะ 18 เมตร ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 8 มีเหล่าโรบินฮู้ดเข้าร่วมกว่า 350 คน ระหว่างวันที่ 7-8 มิ.ย.นี้ ที่ แฟชั่นไอส์แลนด์

ชมรมยิงธนูไทยแลนด์เอาท์ดอร์ จับมือ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยจัดกีฬายิงธนูในร่ม ระยะ 18 เมตร ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน 2557 ณ แฟชั่นไอส์แลนด์ มีเหล่านักยิงธนูเข้าร่วมการแข่งขันไม่ต่ำกว่า 350 คน ได้แก่ ไทย, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ตองกา, ฟิลปปินส์, สิงคโปร์, จีน, อินเดีย, มาเลเซีย, รัสเซีย, ไต้หวัน, บังคลาเทศ, ฝรั่งเศส ฯลฯ ร่วมประลองฝีมือ

โดยนาย ธัชรวี หาริกุล ประธานชมรมยิงธนูไทยแลนด์เอาท์ดอร์ (ทีโอเอซี) เปิดเผยว่า ทางชมรมฯ ร่วมกับสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย โดย พลตรีโอสถ ภาวิไล นายกสมาคมฯ และเลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ ได้กำหนดจัดการแข่งขันกีฬายิงธนูในร่ม ระยะ 18 เมตร ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของนักกีฬาให้ได้มาตรฐานสากลและเพื่อประชาสัมพันธ์กีฬายิงธนูให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีนักกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง

“ในส่วนของนักกีฬาไทย นอกจากนักกีฬายิงธนูทีมชาติไทยที่จะลงแข่งขันแล้ว ยังมี “โจอี้ บอย” อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต นักร้องแร๊พเตอร์ชื่อดัง จากการเป็นโค้ชในรายการเดอะวอยซ์ และ “เพชร มาร์” พิทรี่ วิคเตอร์ เอดวาร์ด มาร์ โปรดิวเซอร์และนักดนตรีชาวไทย และคอมเมนเตเตอร์ประจำรายการ เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว เข้าร่วมแข่งขันด้วย”

สำหรับการแข่งขัน นั้นมี 9 ประเภท ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ คันธนูทดกำลังทั่วไป, คันธนูโค้งกลับทั่วไป, คันธนู เทรดดิชั่น ทั่วไป, คันธนู โค้งกลับคนพิการยืนยิง, คันธนูโค้งกลับคนพิการนั่งยิง, ประเภททีมคันธนูทดกำลัง, ประเภททีมคันธนูโค้งกลับ, ประเภททีมคันธนูเทรดดิชั่น และ คันธนูโค้งกลับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี

ด้านการแข่งขันในวันที่ 7 มิถุนายน 2557 จะมีพิธีเปิดการแข่งขัน เวลา 09.00 น.โดยจะเริ่มการแข่งขันเวลา 10.00 น.-21.30 น.และมีพิธีมอบรางวัลเวลา 18.00 น. ส่วน วันที่ 8 มิถุนายน จะเริ่มแข่งขัน เวลา 09.00 น.เช่นกัน ถึงเวลา 18.30 น. หลังจากนั้นจะเป็นพิธีปิดการแข่งขันพร้อมมอบรางวัลให้แก่นักกีฬา

“คิเอลลินี” โวย “ซัวเรซ” ต้องใบแดง “ลูกาโน” ยังป้อง

“คิเอลลินี” โวย “ซัวเรซ” ต้องใบแดง “ลูกาโน” ยังป้อง

กระแสกดดันผู้มีอำนาจสูงสุดของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟา) ลงโทษ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงทีมชาติอุรุกวัย กรณีใช้ฟันเฉาะคู่ต่อสู้ ด้าน จอร์โจ คิเอลลินี กองหลัง อิตาลี ผู้ตกเป็นเหยื่อโวย ทำไมกรรมการไม่แจกใบแดงในศึกฟุตบอลโลก 2014 นัดสุดท้าย กลุ่ม ดี “จอมโหด” ชนะ 1-0 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เบียดเข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ของสาย

อุรุกวัย เข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม ดี ตาม คอสตา ริกา หลังจากชนะ อิตาลี 1-0 ด้วยประตูชัยของ ดิเอโก โกดิน กองหลังกัปตันทีม ที่โหม่งเข้าไปนาที 81 แต่ถูกกลบด้วยประเด็น ซัวเรซ ดาวยิง “จอมโหด” ใช้ฟันเฉาะไหล่ คิเอลลินี กองหลัง “อัซซูรี” จนเป็นรอยแดง ขณะที่แข้ง ลิเวอร์พูล ก็ทำไปแบบไม่คิด เพราะกุมที่อาวุธคู่กายสำรวจว่าหักหรือบิ่นไหม

หลังเกม คิเอลลินี กองหลังทีมชาติอิตาลี ที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2 หนติดต่อกันโวยว่า “ชัดเจนว่า ซัวเรซ กัดผม รอยยังอยู่เลยเนี่ย ตอนนั้นกรรมการควรหยุดเกมและแจกใบแดง” ด้าน ออสการ์ ตาบาเรซ กุนซือ อุรุกวัย ออกมาปกป้องลูกทีมว่า “ผมไม่เห็นจังหวะนั้นตั้งแต่แรก แต่เหมือนว่า ซัวเรซ จะตกเป็นเป้าโจมตีของสื่ออย่างหนัก”

ด้าน ดิเอโก ลูกาโน กองหลัง เวสต์ บรอมวิช อัลเบียน ก็ป้อง ซัวเรซ มองว่าอาจเป็นการเอาหัวโขกเท่านั้น “คุณต้องให้ผมดูอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะเห็นไม่ชัด สไตล์ของ คิเอลลินี ก็รู้ดีว่าตุกติกอย่างไร แม้จะเป็นนักเตะฝีเท้าดีก็ตาม แต่ก็ไม่คู่ควรเล่นให้ทีมชาติอิตาลี นักกีฬาที่เดินออกจากสนามและคร่ำครวญคู่แข่งแบบนี้ถือว่าน่าผิดหวังอย่างแท้จริง”

เบื้องต้นมีการกดดันให้ ฟีฟา แบน ซัวเรซ จากเกมระดับชาติ 2 ปี ซึ่ง เดเลีย ฟิสเชอร์ กระบอกเสียงองค์กรลูกหนังใหญ่ที่สุดในโลก เผยว่า “เรากำลังรอรายงานจากกรรมการและรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้ประเมินต่อไป” ขณะที่ จิม บอยซ์ รองประธาน ฟีฟา กล่าวกับสำนักข่าว “บีบีซี” เพิ่มเติม “ไม่มีข้อกังขาว่า ซัวเรซ คือนักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างรุนแรงขึ้น ดังนั้น ฟีฟา ต้องสอบสวนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและดำเนินการตามที่จำเป็น”

สำหรับโทษของ ซัวเรซ ที่หนักสุดคาดโดนแบน 2 ปี ก่อนหน้านี้ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1994 มีการใช้วิดีโอตรวจสอบย้อนหลังก่อนสั่งแบน เมาโร ทัสซอตติ กองหลัง อิตาลี 8 แมตช์ที่ไปตีศอกใส่ หลุยส์ เอ็นริเก กองกลางของ สเปน

ครั้งที่ 3 แล้วที่ ซัวเรซ ใช้ฟันทำร้ายคู่แข่งในสนาม เริ่มจากพฤศจิกายนปี 2010 ถูกแบน 7 เกมจาก สมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ สมัยเล่นให้ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม กรณีกัดไหล่ อ็อตมาน บาคคัล แข้ง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ตามด้วยเมษายนปี 2013 เล่นให้ ลิเวอร์พูล งับแขน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลัง เชลซี บนเวที พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ จนถูกแบน 10 เกม

ฝึกยิงปืนประกอบรถยนต์ คอนแท็ค ฟร้อนท์

ฝึกยิงปืนประกอบรถยนต์ คอนแท็ค ฟร้อนท์

Next Page